ภาพกิจกรรม Dog&Pet Show สิงหาคม 2559 @ Cental Plaza WestGate
VET 4 ได้รวบรวมภาพบรรยากาศภายในงาน Dog&Pet Show กับธีม ‘Doglympic’ ที่ Cental Plaza WestGate เมื่อวันที่  10 - 14 สิงหาคม 2559 ที่ผ่านมา โดยนำทีมสัตวแพทย์ไปตรวจสุขภาพ ประเมินเปอร์เซ็นต์ไขมัน หยดยาป้องกันเห็บหมัด และฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งขึ้นพูดบนเวทีกิจกรรม ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายและแจกรางวัลสำหรับผู้ร่วมสนุกตอบคำถามชิงรางวัล  ตลอดกิจกรรมทั้ง 4 วันได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสนุกสนานของผู้ร่วมกิจกรรมทุกๆท่าน    ขอขอบคุณผู้สนับสนุนใจดีและผู้ร่วมงานทุกท่านที่ทำให้กิจกรรมดีๆครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ โรงพยาบาลสัตว์  สัตวแพทย์4
ถ่ายทำรายการ Pets Lovers คนรัก< สัตว์เลี้ยง
วันที่ 7 ตุลาคม 2557 โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทนย์ 4 ได้รับเกียรติจาก สพ.ญ.สุปรียา ศรีสัมพันธ์ สัตวแพทย์คลินิกเนื้องอกและโรคแมว vet4 มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ในเรื่อง โรคเนื้องอกและโรคแมวอ้วน เพื่อเผยแพร่ใน รายการ Pets Lovers คนรักสัตว์เลี้ยง รายการจะนำเทปไปใช้ออกอากาศในวันอาทิตย์ที่ 12 / 19 ตุลาคม 2557 ทางช่อง TST5 ระบบ C-BAND และ KU – BAND, ดาวเทียมไทคม, เคเบิ้ลท้องถิ่นทั่วประเทศ หรือชมออนไลน์ได้ที่ www.mvtv.co.th
พบกับคลินิกโรคผิวหนังและโรคภูมิแพ้
 คลินิกโรคผิวหนังและภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง   VET 4 SKIN CLINIC    ให้บริการรักษาโรคผิวหนัง และโรคภูมิแพ้ในสัตว์เลี้ยง  โดยสัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ ถึง 2 ท่าน  สพ.ญ. เลอเพ็ญ ดวงแก้ว   สัตวแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการรักษาโรคที่อเมริกา มากว่า 16 ปี   และ สพ.ญ. อารยา ผลสุวรรณ์  สัตวแพทย์ประจำ โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4   เริ่มเปิดบริการให้เต็มรูปแบบวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2557  ท่านสามารถโทรนัดหมายล่วงหน้าได้ทุกวันที่เบอร์  02-953-8085-6   (คลินิกพิเศษ รับเฉพาะเคสที่มีนัดหมายเท่านั้น) คลินิกผิวหนัง                         วันจันทร์  อังคาร  ศุกร์  เสาร์  เวลา 9.00-12.00 น. คลินิกผิวหนังและภูมิแพ้           วันอาทิตย์  เวลา 12.00-20.00 น.  (สัปดาห์  เว้นสัปดาห์)
“เรื่องในรูหู”
 “เรื่องในรูหู”                                          โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4 หากใครจะมองข้ามเรื่องความสำคัญของหู อันนี้ต้องบอกก่อนเลยว่า ท่านได้มองข้ามสิ่งสำคัญที่ก่อกวนความสุขสบายของสัตว์เลี้ยงที่บ้านไปแล้ว... เพราะโรคในหู มักเป็นโรคที่เรื้อรัง เกิดแล้วเป็นแล้วรักษาให้หายขาดยาก โดยเฉพาะ ถ้าเกิดในหูส่วนกลางและหูส่วนใน การรักษาย่อมต้องใช้เวลาและการดูแลจากเจ้าของอย่างใกล้ชิด วันนี้จึงอยากมาแนะนำเรื่องโรคสำคัญที่จะเกิดขึ้นได้จาก ในรูหู ของสัตว์เลี้ยงว่า มีอะไรบ้างดังนี้ ก่อนอื่นมาทบทวนกันก่อนว่าหูของสุนัขประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ?? โครงสร้างในหู  ประกอบไปด้วย 1.      ใบหู (pinna) 2.      รูหูด้านนอก (external  ear  canal) 3.      เยื่อแก้วหู (tympanic  membrane) 4.      หูชั้นกลาง  (middle  ear)  ประกอบด้วย  malleus,  incus,  stapes 5.      หูชั้นใน  (inner  ear)  ประกอบด้วย  vestibule,  cochlea,  semicircular  canals จะเห็นว่าโครงสร้างในหูของสุนัขมีความซับซ้อนมากกว่าที่เราๆคิดไว้ และสุนัขบางสายพันธุ์ที่โน้มนำให้เกิดโรคในหู คือพันธุ์ที่มีใบหูใหญ่และตกลงมาปกปิดรูหู เช่น ค๊อกเกอร์,  ชิสุห์,  บาสเซทฮาวน์ เป็นต้น ทำให้การระบายน้ำในรูหูทำได้ยากขึ้น เกิดความอับชื้นได้ง่าย จึงเป็นบ่อเกิดของการเกิดหูอักเสบ (otitis) ตามมาโดยง่าย   เรามาดูกันดีกว่าว่าสาเหตุของการเกิดหูอักเสบเบื้องต้น  มีอะไรกันบ้าง และจะมีวิธีแก้ไขยังไง สาเหตุหลักในการเกิดโรคในหู (primary  causes) 1.      จากพาราไซต์ที่อยู่ในหู Parasite  (Otodectes  cynotis)  คือ  ตัวไรในหู  เพราะความสกปรก อับชื้น ไม่ได้ทำความสะอาด จะพบบ่อยมากในลูกสุนัขมากกว่าสัตว์โต  ทำให้เกิดอาการคันหู  เกามาก บางตัวเการุนแรงจนใบหูบวมน้ำ (aural  hematoma)  และบางตัวก็จะพบมีขี้หูสีดำเกรอะกรังเป็นจำนวนมากในรูหู หน้าตาของเจ้าไรในหูเป็นแบบนี้  (จะพบได้ต้องส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์เท่านั้น) แต่ถ้ามองด้วยตาเปล่า คนที่สายตาดีๆ อาจมองเห็นการเคลื่อนไหวของตัวไรได้ หากสังเกตุดีๆ   2.   จากการเกิดภาวะภูมิแพ้โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นโรคผิวหนัง  (Hypersensitivity  and  allergy) โดยพบว่า มีการอักเสบผิวหนังตามตัว และพบว่ามักมีหูอักเสบร่วมด้วย ·         ภาวะภูมิแพ้ตัวเอง   ( Canine Atopy Disease)  :  พบอยู่ประมาณ 55% ในสุนัขที่เป็นผิวหนัง ·         ภาวะแพ้อาหาร  (Food  intolerance)  :  พบอยู่ประมาณ 80% ที่มักมีหูอักเสบร่วมด้วย 3.                  ความผิดปกติในขบวนการสร้างชั้น keratin / ชั้นไขมัน  เช่น  โรคต่อมไร้ท่อ (endocrine  disease) ทำให้เกิดการสะสมของไขมันในหูเพิ่มมากขึ้น โน้มนำให้เกิดการอักเสบตามมา 4.                  การเกิดหูอักเสบโดยไม่รู้สาเหตุ  (Idiopathic  hyperplastic  otitis)  มักพบในสุนัขพันธุ์  cocker  spaniel เป็นต้น   ปัจจัยโน้มนำที่ทำให้เกิดหูอักเสบ (predisposing  factor) 1.      ความผิดปกติทางโครงสร้างของหูของสัตว์ตัวนั้นเอง เช่น ·         รูหูมีขนาดเล็ก/แคบ  เช่น  สุนัขพันธุ์  chowchow,  sharpie ·         สุนัขพันธุ์หน้าสั้น bulldog, Pug ·         การผลิตชั้นไขมันที่เยอะเกินไป  เช่น  พันธุ์ English  cocker,  Labrador 2.                  การได้รับสิ่งแวดล้อมที่เปียก  หรืออุ่นมากเกินไป  เช่น  การพาไปว่ายน้ำ  การไปกรูมมิ่ง อาบน้ำ แล้วไม่ได้ทำความสะอาดเช็ดหูให้แห้ง เกิดความอับชื้น  เกิดการอักเสบในรูหูตามมา 3.                  การทำความสะอาดในหูด้วย cotton swab บางครั้งการเช็ดหูด้วยสำลี อาจมีอันตราย ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี เพราะใยจากสำลี อาจพลัดลงไปติดในหูภายในได้ หรือ การเช็ดอาจเป็นการผลักดันสิ่งสกปรกที่ควรเอาออกมา กลับลงไปอยู่ภายในลึกลงไป  จึงทำให้กลายเป็นโรคในรูหู โดยไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้น การทำความสะอาดด้วยการเช็ดหู จึงควรที่จะเรียนรู้วิธีที่ทำอย่างถูกต้อง 4.                  โรคที่ทำให้เกิดการอุดตัน เช่น  เนื้องอก หรือ มะเร็ง ปัจจัยรองที่ทำให้เกิดหูอักเสบ (secondary  factors) 1.      Bacteria  แบคทีเรีย 2.      Yeast  ยิสต์   เมื่อเราทราบถึงปัจจัยและสาเหตุที่ทำให้เกิดหูอักเสบกันแล้ว  คราวนี้เรามาดูกันดีกว่า  ว่าจะรักษาการเกิดหูอักเสบกันอย่างไรได้บ้าง การรักษาหูอักเสบภายนอก 1.      รักษาตามปัญหาที่เกิด  เช่น  ถ้าเป็นปัญหาจากผิวหนังก็ให้รักษาผิวหนังให้หาย  แล้วหูจะหายตามมา 2.      Flush  ล้างในรูหู  นิยมใช้ในกรณีที่พบหนองในรูหู 3.      ให้ยาที่ลดการอักเสบ หรือ การติดเชื้อ a.                  ยาหยอดหู (ear  ointment) b.                  ยากินลดการอักเสบ c.                  รักษาใช้เวลานาน และค่อยๆลดระดับยา ทั้งนี้การเลือกใช้ยาในการรักษา สัตวแพทย์จะแนะนำการเพาะเชื้อแบคทีเรีย  ต้องใช้เวลาในการวินิจฉัยอย่างน้อย 3-7 วัน เพื่อได้ยาปฎิชีวนะที่ตอบสนองต่อการรักษาได้รวดเร็วและถูกต้องกว่า 4.                  การผ่าตัด ในบางรายที่เป็นมานานอย่างเรื้อรัง เจ้าของสัตว์เลี้ยงคงเริ่มมองเห็นความน่ากลัวของเรื่องในรูหูกันแล้ว  ดังนั้นเราควรจะมีการป้องกันก่อนที่จะเกิดปัญหากับน้องหมาเรา  ทางที่ดี ควรพาน้องมาตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง และถ้าพบปัญหาอย่างเช่น น้องมีอาการคันหู หรือมีกลิ่น และมีขี้หูผิดปกติ  ควรจะรีบพาไปพบสัตวแพทย์นะคะ ก่อนที่จะมีการลุกลามเข้าไปยังหูชั้นใน และอาการรุนแรงจนกระทั่งรักษาหายขาดได้ยาก   หมั่นเทคแคร์ดูแลสัตว์เลี้ยง  ด้วยความปรารถนาดีจากโรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4  
คำถามน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีน
   คำถามน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีน โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4 1.       สุนัขจำเป็นต้องฉีดวัคซีนไหม ? ü วัคซีนจัดเป็นเครื่องมือป้องกันโรคที่ดีทางหนึ่ง ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของน้องหมามีการเตรียมพร้อม เกิดแอนติบอดี้ในเลือดเพิ่มขึ้น 2.       ควรเริ่มเมื่ออายุเท่าไหร่ และทำซ้ำกี่ครั้ง ? ü เมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์ และฉีดกระตุ้นซ้ำ 2-3เข็ม ห่างกัน 3-4สัปดาห์ เมื่อครบกำหนด 1ปีหลังเข็มสุดท้ายจึงกระตุ้นซ้ำอีกครั้ง (กระตุ้นซ้ำทุก 1-3ปี ขึ้นกับชนิดวัคซีน) 3.       การแพ้วัคซีน และการหลีกเลี่ยง ? ü น้องมีโอกาสแพ้ตั้งแต่เข็มแรก อย่างไรก็ตาม ยังเป็นทางเลือกในการป้องกันโรคที่เป็นประโยชน์ เมื่อเทียบกับผลเสียกับการแพ้ ü หลังฉีดวัคซีน ควรสังเกตในโรงพยาบาลสัตว์อย่างน้อย 30นาที ü ถ้าน้องมีประวัติแพ้ แล้วจำเป็นต้องกระตุ้นซ้ำ ควรมีการเตรียมยาแก้แพ้และวิธีป้องกันไว้ 4.       เหตุใดฉีดวัคซีนไปแล้วยังป่วยได้อีก ? ü ได้รับเชื้อก่อนเกิดการตอบสนองต่อการสร้างภูมิจากวัคซีน  ปกติใช้เวลา 1-2สัปดาห์หลังได้รับวัคซีน ถ้าได้รับเชื้อมาก่อนก็มีโอกาสป่วย ü น้องยังมีภูมิที่ได้รับจากแม่ ซึ่งภูมินั้นจะไปทำลายวัคซีนได้ ü วัคซีนเสื่อม(เก็บรักษาไม่ถูกต้อง) หรือ วัคซีนหมดอายุ ü ไม่ได้รับการกระตุ้นซ้ำของวัคซีนตามโปรแกรม ü เชื้อที่ได้รับมีปริมาณมากและรุนแรง ทำให้ภูมิที่ได้รับกระตุ้นจากวัคซีนสู้ไม่ไหว (แต่ความรุนแรงของโรคจะลดลงเมื่อเทียบกับไม่ได้ทำวัคซีนเลย) 5.       สามารถฉีดวัคซีนในสุนัขท้องได้ไหม ? ü ไม่ควรฉีดในช่วงตั้งท้อง
ภาวะฟันไม่สบกัน (Malocclusion)
  คลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์ สัตวแพทย์ 4      ท่านผู้อ่านหลายๆคน คงจะเคยเห็นกระต่ายที่มีฟันยื่นยาวออกนอกปากกันมาบ้างแล้ว เกิดจากสาเหตุโน้มนำที่เราเรียกว่า Malocclusion หรือภาวะที่ฟันไม่สบกัน            ก่อนอื่นเราจะต้องมาทำความรู้จักกับฟันของกระต่ายกันก่อนเลย เชื่อว่าหลายๆท่าน ยังไม่ทราบว่าแท้ที่จริงแล้วกระต่ายนั้นไม่ได้มีแต่ฟันหน้าอย่างที่เราเห็นกัน ยังมีฟันกรามอยู่ด้านในอีก และฟันทุกซี่ของกระต่ายนั้นยังสามารถงอกยาวได้ตลอดชีวิต เนื่องจากเป็นรากฟันแบบเปิด (Open root tooth)                 กระต่ายซึ่งเป็นสัตว์ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Lagomorpha นั่นก็คือจะมีฟันตัดคู่ที่ 2 ด้านบน (Peg teeth) เพิ่มขึ้นมาเพื่อใช้จำแนกจากสัตว์อื่นที่อยู่ในกลุ่มสัตว์ฟันแทะ และฟันนี้เองมีหน้าที่ในการสบกับฟันตัดด้านล่าง   ในส่วนของฟันด้านหน้านั้นเราจะเรียกว่าฟันตัด (Incisor teeth) จะยาว 2-2.4 มิลลิเมตรต่อสัปดาห์ ฟันด้านในที่เรามองไม่เห็นหากไม่ได้รับการตรวจจากคุณหมอนั้นก็คือ ฟันกรามเล็กและฟันกรามใหญ่ ซึ่งในกระต่ายจะเรียกรวมกันว่าฟันกราม (Cheek teeth) ยาว 3 มิลลิเมตรต่อเดือน               กลไกการเคี้ยวของกระต่ายนั้นจะเริ่มจากการใช้ริมฝีปากคาบอาหารของกระต่ายนั่นก็คือหญ้าเข้ามาในปากแล้วใช้ฟันตัดให้เป็นชิ้นพอดีคำจากนั้นจึงส่งต่อไปยังฟันกรามเพื่อบดเคี้ยวจนมีขนาดเล็กลงพอที่จะกลืนได้ ซึ่งกลไกเหล่านี้เองจะเป็นตัวที่ทำให้ฟันของกระต่ายมีการสึกอย่างสม่ำเสมอ ลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะฟันไม่สบกันได้   ปัจจัยโน้มนำที่จะทำให้พบภาวะฟันไม่สบกันนั้นจะมีด้วยกันคือ 1. เรื่องของสายพันธุ์ (Breed) หากเป็นกระต่ายพันธุ์เล็ก(Dwarf) เช่น Netherland dwarf ซึ่งเป็นที่นิยมเลี้ยงกันจะเป็นกระต่ายที่มีโครงสร้างของกระโหลกที่เล็กนำไปสู่ภาวะฟันไม่สบกันแต่กำเนิดและปัญหาฟันต่างๆ ได้ 2. ความเหมาะสมของอาหารที่กิน หากกินอาหารที่กระต่ายไม่ต้องใช้การบดเคี้ยวมากๆ จะทำให้ฟันกระต่ายไม่สึกและเกิดยื่นยาวได้ 3. สุดท้ายคืออุบัติเหตุต่างๆ ที่อาจพบได้ในกระต่ายทุกตัว            การลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟันไม่สบกันนี้ที่แนะนำก็คือ การให้อาหารกระต่ายอย่างเหมาะสม ซึ่งหลายท่านอาจเข้าใจผิดว่ากระต่ายนั้นเป็นสัตว์ที่กินผักผลไม้ดังที่เราเคยเห็นกันในสื่อต่างๆจนชินตา แต่แท้จริงแล้วกระต่ายเป็นสัตว์ที่กินหญ้าเป็นหลัก และหญ้าที่เหมาะสมที่สุดก็จะขอแนะนำว่าเป็นหญ้าแห้งชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะสมตามวัยเนื่องจากในหญ้านั้นจะมีสารอาหารที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละชนิด และในหญ้ายังมีกลุ่มไฟเบอร์ เช่น Silicate ,Cellulose , และ Lignin ช่วยให้เกิดการสึกของฟันที่ดี และยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารของกระต่ายทำงานได้ตามปกติอีกด้วย ลดการให้อาหารเม็ดที่มากเกินไป เนื่องจากมีสารอาหารสูง จะทำให้กระต่ายอิ่มและกินหญ้าน้อยลง นำไปสู่การเกิดภาวะฟันยาวและภาวะอ้วนตามมาได้           หากว่ากระต่ายของท่านมีประวัติการให้ผัก ผลไม้เป็นอาหารหลักมาเป็นเวลานาน แล้วพบว่ามีฟันตัดที่ยื่นยาวออกมาผิดปกติ หรือฟันตัดอาจจะยังปกติดีแต่กระต่ายมีอาการซึม น้ำลายเยอะ ไม่ยอมแต่งตัว ไม่ยอมกินอาหาร อาจจะเป็นไปได้ว่าฟันกรามด้านในมีการทิ่มแทงกระพุ้งแก้ม หรือลิ้น ทำให้กระต่ายรู้สึกเจ็บเวลาเคี้ยว ควรจะต้องพากระต่ายมาตรวจสุขภาพช่องปากเพื่อดูปัญหาฟันที่จะโน้มนำไปสู่ปัญหาอื่นที่จะตามมาได้ หรือหากมีประวัติการให้อาหารที่ดีแล้วก็สามารถมาตรวจสุขภาพช่องปากได้ทุก 1-3 เดือนนะครับ... หมั่นเทคแคร์ดูแลสัตว์เลี้ยง...  ด้วยความปรารถนาดี  จากคลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษ  โรงพยาบาลสัตว์สัตวแพทย์ 4